Gate 广場「創作者認證激勵計畫」優質創作者持續招募中!
立即加入,發布優質內容,參與活動即可瓜分月度 $10,000+ 創作獎勵!
認證申請步驟:
1️⃣ 打開 App 首頁底部【廣場】 → 點擊右上角頭像進入個人首頁
2️⃣ 點擊頭像右下角【申請認證】,提交申請等待審核
立即報名:https://www.gate.com/questionnaire/7159
豪華代幣獎池、Gate 精美周邊、流量曝光等超過 $10,000 的豐厚獎勵等你拿!
活動詳情:https://www.gate.com/announcements/article/47889
為什麼區塊鏈正在改變數位金融行業?從比特幣到去中心化金融(DeFi)
บล็อกเชนนี่ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่คนส่วนใหญ่ยังสับสนว่ามันทำงานยังไง ทำไมถึงสำคัญ และใช้ได้ในอะไรบ้าง วันนี้เราจะมาทำความเข้าใจเรื่องนี้อย่างเป็นขั้นตอน
บล็อกเชน (Blockchain) คือระบบที่เปลี่ยนแปลงทุกอย่าง
ถ้าพูดง่าย ๆ บล็อกเชน คือเทคโนโลยีที่ช่วยให้เราส่งข้อมูลและค่าเงินจากคนหนึ่งไปคนอื่นโดยไม่ต้องผ่านธนาคารหรือตัวกลางใดเลย ทั้ง ๆ ที่เรามั่นใจว่ามันปลอดภัยและถูกต้อง
ชื่อ “บล็อกเชน” มาจากกลไกของมัน—ข้อมูลถูกเก็บไว้ในบล็อก (Block) ซึ่งเรียงต่อกันเป็นสายยาว (Chain) อย่างมีระเบียบ บล็อกแต่ละอันเชื่อมต่อกับอันที่มาก่อนด้วย “รหัสแฮช” (Hash) ที่เป็นลายนิ้วมือเฉพาะตัว
งานมหาศาล 3 ประการที่ทำให้บล็อกเชนเสถียร
1. ลายนิ้วมือของแต่ละบล็อก (Hash Code)
เมื่อบล็อกเกิดขึ้น มันจะมี Hash เป็นตัวตนของมัน Hash นี้ประกอบด้วย 3 ส่วน:
ตัวอย่าง: ถ้าบล็อกที่ 1 ส่ง 5 BTC จากกอล์ฟให้ปู Hash คือ A24 บล็อกที่ 2 ก็ต้องเรียกอ้างถึง A24 ถ้าใครพยายามแก้ไขบล็อกที่ 1 Hash ก็เปลี่ยน ทำให้บล็อก 2 และต่อ ๆ ไปใช้ไม่ได้ทันที
2. การตกลงกันของเครือข่าย (Consensus Mechanism)
นอกจากการเชื่อมโยง Hash แล้ว ยังมีชั้นความปลอดภัยที่สอง—ระบบ Consensus เช่น Bitcoin ใช้ “Proof-of-Work (PoW)” ที่ต้องใช้เวลาราว 10 นาที เพื่อแก้รหัสซับซ้อนและเพิ่มบล็อกใหม่
ถ้าแฮกเกอร์อยากแก้ไขระบบ เขาต้องเปลี่ยน Hash ในบล็อกทั้งหมดก่อนที่บล็อกใหม่จะถูกเพิ่มเข้ามา แต่ Bitcoin มีบล็อกพันนับแสน ทำให้วิธีการนี้แทบเป็นไปไม่ได้
3. เครือข่าย Peer-to-Peer ที่ไม่มีใคร “ควบคุม”
บล็อกเชนไม่มีตัวกลางเพียงตัวเดียว—ทุกคนที่ติดตั้งโปรแกรมจะกลายเป็น “โหนด (Node)” ที่เก็บสำเนาทั้งหมดและตรวจสอบธุรกรรมด้วย
เมื่อบล็อกใหม่ถูกสร้าง:
หากใครต้องการควบคุมระบบ ต้องควบคุมโหนดมากกว่า 51% ในเวลาอันสั้น—เรื่องนี้ในทางปฏิบัติทำได้ยากจนแทบเป็นไปไม่ได้
เครือข่ายบล็อกเชนมีหลากหลายประเภท
บล็อกเชนไม่ได้มีแค่ 1 แบบ มี 4 ประเภทหลัก:
1. สาธารณะ (Public): เปิดให้ทุกคน
ตัวอย่าง: Bitcoin, Ethereum, Solana ไม่ต้องขออนุญาต ทุกคนเข้าร่วม ตรวจสอบ และมีส่วนร่วมในการยืนยันธุรกรรมได้ ช่วยสร้างความโปร่งใสแต่ความเร็วอาจช้าเพราะต้องลุ้นทำธุรกรรมให้สำเร็จ
2. ส่วนตัว (Private): ควบคุมแบบปิด
ตัวอย่าง: Hyperledger Fabric ควบคุมโดยองค์กรเดียว เฉพาะสมาชิกที่ได้อนุญาตเท่านั้นที่อ่าน เขียน หรือตรวจสอบได้ เร็วและปลอดภัยแต่มีความเสี่ยงจากการควบคุมจากส่วนกลาง
3. ไฮบริด (Hybrid): ผสมผสาน
ตัวอย่าง: XinFin เก็บข้อมูลสำคัญเป็นส่วนตัว ส่วนอื่นเปิดให้ตรวจสอบได้ ต้องจัดการ ที่ซับซ้อนกว่าแต่ทำให้สมดุลระหว่างความเป็นส่วนตัวและความโปร่งใส
4. คอนซอร์เชียม (Consortium): ร่วมกันควบคุม
ตัวอย่าง: Corda ของ R3 หลาย ๆ องค์กรมาร่วมกันควบคุม ลดความเสี่ยงและต้นทุน แต่ต้องการการประสานงานที่ซับซ้อน
จุดแข็งที่ทำให้บล็อกเชนพิเศษ
ความปลอดภัยระดับสูง: ข้อมูลที่เก็บไว้ในบล็อกแล้ว ไม่สามารถเปลี่ยน ลบ หรือแก้ไขได้อีกเลย
ความโปร่งใส: ไม่มีใครสามารถควบคุมได้เพียงลำพัง ทุกคนสามารถตรวจสอบได้
ประหยัดต้นทุน: ไม่ต้องจ่ายค่ากลาง เพียงค่าธรรมเนียมธุรกรรมบนแพลตฟอร์ม
ตรวจสอบย้อนกลับได้: ติดตามประวัติข้อมูลจากจุดเริ่มต้นจนถึงปัจจุบัน
ประสิทธิภาพ: ตัดข้อผิดพลาดของมนุษย์ได้ทั้งหมด ทำให้ระบบรวดเร็วและแม่นยำ
เรื่องยากของบล็อกเชนที่ยังแก้ไม่ได้
ปัญหาขนาดความจุ (Scalability): ระบบบล็อกเชนปัจจุบันยังรองรับธุรกรรมจำนวนมากพร้อม ๆ กันไม่ได้ดี แต่กำลังพัฒนาแก้ไขอยู่
แฮ็กในทางทฤษฎี: ถ้าควบคุมผู้ใช้เกิน 51% ตามทฤษฎีจะควบคุมระบบได้ แต่ในความเป็นจริงยากมากจนแทบเป็นไปไม่ได้
กินไฟมาก: ระบบต้องใช้พลังงานจำนวนมาก โดยเฉพาะวิธี Proof-of-Work
ยังไม่มีการควบคุมอย่างจริงจัง: องค์กรที่เก่าแก่ เช่น ธนาคารและหน่วยงานราชการ ยังลังเลที่จะรับรองเทคโนโลยีนี้
บล็อกเชนใช้ได้ที่ไหนบ้าง
ธุรกรรมการเงินดิจิทัล
ตั้งแต่ Bitcoin ไปจนถึง DeFi ผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ของเทคโนโลยีนี้ เช่น โครงการบาทดิจิทัลของธนาคารกลางไทย หรือ JFIN ของ JMART ที่ใช้สร้าง Credit Score
ห่วงโซ่อุปทาน
IBM ได้สร้าง Food Trust Blockchain เพื่อให้ผู้บริโภคตรวจสอบย้อนกลับถึงแหล่งที่มาของวัตถุดิบ อื่น ๆ เช่น การนำเข้าสินค้า ลูกค้าสามารถตรวจสอบที่มายอนหลังได้แม่นยำและไม่สามารถปลอมแปลงได้
ระบบการโหวต
บล็อกเชนป้องกันการโกงการโหวตได้ เพราะการเข้าไปแก้ไขผลแทบเป็นไปไม่ได้ และให้ความโปร่งใสที่สามารถตรวจสอบกระบวนการได้ เร็วและประหยัดกว่ากระบวนการตรวจสอบดั้งเดิมที่ต้องใช้คนจำนวนมาก
สรุป
บล็อกเชน คือเทคโนโลยีที่เปลี่ยนวิธีการเก็บข้อมูลและส่งมูลค่า มันออกแบบมาให้ปลอดภัย โปร่งใส และไม่ขึ้นต่อตัวกลาง แม้จะยังมีข้อจำกัด แต่การพัฒนาต่อเนื่องของเทคโนโลยี บล็อกเชน แสดงว่ามันเป็นเรื่องจริงที่หลายอุตสาหกรรมกำลังมองหา เข้ามาเท่านี้ ทุกคนน่าจะเข้าใจว่า บล็อกเชน ทำงานอย่างไรและมีประโยชน์อย่างไรแล้ว